วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2551

แหล่งท่องเที่ยว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

วัดป่าดาราภิรมย์(Wat Pa Daraphirom)


วัดป่าดาราภิรมย์ ตั้งอยู่ที่ ต.ริมใต้
อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ด้านหน้าวัดมีคลองชลประทานแม่แตงไหลผ่าน ตั้งอยู่ห่างจากที่ว่าการ อ.แม่ริมและค่ายดารารัศมีประมาณ 1กม. อยู่ห่างจากศาลากลาง จ.เชียงใหม่ ประมาณ 10 กม. มีเนื้อที่ 26 ไร่ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการตั้งเป็นวัดวันที่ 21 ธ.ค. 2481 และได้ประกอบพิธีผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2523 ได้รับพระบรมราชานุญาต ให้ยกเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญเมื่อ 11 ธ.ค. 2542 อันเป็นปีเฉลิมฉลองพระชนมายุครบ 6 รอบ แห่งประบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช





พระตำหนักดาราภิรมย์

พระตำหนักดาราภิรมย์ตั้งอยู่ในบริเวณค่ายดารารัศมี อ.แม่ริม พระตำหนักดาราภิรมย์นี้ สร้างขึ้นหลังจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ทรงย้ายกลับมาประทับที่เชียงใหม่หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต เจ้าดารารัศมีทรงใช้พระตำหนักหลังนี้ปฏิบัติพระกรณียกิจอันเป็นคุณูปการทั้งทางด้านเกษตร และศิลปะวัฒนธรรม อาทิ ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทรงฟื้นฟูศิลปหัตถกรรมล้านนาให้เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาวเหนือ ทรงสร้างสวนทดลองการเกษตรชื่อ “สวนเจ้าสบาย” เนื่องจากทรงสนพระทัยในการเกษตรและทรงหวังที่จะช่วยการกสิกรรมของภาคเหนือ ทรงทดลองปลูกดอกกุหลาบพันธุ์ใหม่ๆ ที่ทรงได้จากสมาคมกุหลาบแห่งอังกฤษที่ทรงเป็นสมาชิกและพันธุ์ที่โปรดที่สุดเป็นกุหลาบดอกใหญ่สีชมพู กลิ่นหอมเย็น จึงทรงตั้งชื่อถวายเป็นพระบรมราชานุสรณ์แต่พระบรมราชสวามีว่า “จุฬาลงกรณ์” และก่อนสินพระชนม์ เจ้าดารารัศมีได้ทรงทำพินัยกรรมประทานที่ดินนี้เป็นมรดกแก่ทายาท ต่อมาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ซื้อที่ดินต่อจากทายาท โดยมีการมอบโอนกรรมสิทธิ์อย่างถูกต้องในเวลาต่อมา เจ้าดารารัศมีเป็นเจ้าจอมที่เป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมากองค์หนึ่ง เพราะนอกจากเจ้าดารารัศมีมีพระอัธยาศัยอันงดงามแล้ว ยังทรงเป็นผู้เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าพระบรมราชวงศ์จักรีกับดินแดนล้านนา ซึ่งทำให้สถานการณ์ทางการเมืองแปรเปลี่ยนไปในทางที่ดียังประโยชน์แก่อาณาจักรสยามเป็นอย่างยิ่ง พระตำหนักดาราภิรมย์ในพระราชชายาเจ้าดารารัศมีเป็นมรดกล้ำค่าของแผ่นดิน ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับเกียรติเป็นผู้สืบทอดและพิทักษ์รักษา ด้วยตระหนักในภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้เอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงเห็นสมควรที่จะต้องบูรณะพระตำหนักดาราภิรมย์ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์งดงามใกล้เคียงกับสภาพเดิมเมื่อกาลก่อน เพื่อจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆระหว่างบรรพชนในอดีต กับอนุชนรุ่นหลังเพื่อให้ได้ทราบถึงพระปรีชาสามารถ และพระกรุณาธิคุณของพระราชชาบาเจ้าดารารัศมี ขัตติยนาผู้ทรงอุทิศพระองค์ตลอดพระชนม์ชีพ เพื่อความวัฒนาสถาพรแห่งดินแดนล้านนา นอกจากนี้พระตำหนักดาราภิรมย์ยังเป็นพระตำหนักที่ประทับสุดท้ายที่พระราชชายาเจ้าดารารัศมีทรงรักและผูกพันอย่างยิ่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเห็นว่า พระตำหนักดาราภิรมย์อยู่ในสภาพทรุดโทรม แต่สภาพอาคารยังมีความมั่นคงแข็งแรง มีรูปแบบอาคารที่ชัดเจน อาจใช้เป็นกรณีศึกษา อาคารที่ได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมตะวันตกในประเทศไทย การบูรณะใช้แนวทางอนุรักษ์และเตรียมการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2541 ด้วยการรักษาส่วนประกอบของอาคารและรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้อันเกี่ยวเนื่องกับพระราชชายาฯ เพื่อจัดตั้งแสดงและตกแต่งห้องต่างๆให้อยู่ในสภาพใกล้เคียงกับอดีตมากที่สุด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากกลุ่มเจ้านายฝ่ายเหนือ พ่อค้า และประชาชนชาวเชียงใหม่ ที่ได้ร่วมมือร่วมใจกันบริจาคและเสาหาสิ่งของเครื่องใช้เพื่อจัดตั้งแสดงในพิพิธภัณฑ์

ห้องจัดแสดงต่างๆ ในพระตำหนักดาราภิรมย์ ประกอบด้วย

ชั้นบน

- โถงทางเดิน จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระปฐมวงศ์ พระประวัติ พระตำหนักที่ประทับในพระราชชายาเจ้าดารารัศมีพระตำหนักดาราภิรมย์

- ห้องรับแขก จัดแสดงของถวายอันเกี่ยวเนื่องกับพระราชชายาเจ้าดารารัศมี และเครื่องเรือนร่วมสมัย

- ห้องบรรทม จัดแสดงของถวายอันเกี่ยวเนื่องกับพระราชชายาเจ้าดารารัศมี และเครื่องเรือนร่วมสมัย

- ห้องพักผ่อนพระอิริยาบถ จัดแสดงจานชาม เครื่องเสวย ของใช้ส่วนพระองค์ และเครื่องดนตรี

- ห้องจัดแสดงพระกรณียกิจ ด้านการศาสนา ด้านการเกษตร และด้านศิลปะศาสตร์
- ห้องจัดแสดงชุดเครื่องทรง ผ้าทอที่พระราชชายาฯทรงออกแบบลวดลายและส่งเสริมการทอ ชุดการแสดงที่พระราชชายาฯได้ทรงฟื้นฟูและทรงดัดแปลงศิลปะภาคกลางให้เข้ากับศิลปะภาคเหนือ

- ห้องสรง


ชั้นล่าง จัดแสดงเครื่องมือเกษตร ที่ทรงใช้ในการทดลองการเกษตรแผนใหม่ ในสวนเจ้าสบาย นอกจากนั้นยังมีเครื่องทอผ้า ซึ่งใช้ทอผ้าสำหรับพระราชชายาฯโดยเฉพาะ


เปิดทำการ วัน - เวลา
วันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 9.00 – 17.00 น. (วันจันทร์หยุดทำการ) อัตราเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท พระสงฆ์/นักเรียนในเครื่องแบบฟรีพิพิธภัณฑ์พระตำหนัก โทร. 053 299 175
(จากเอกสารพิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์)


ฟาร์มงูแม่สา
ตั้งอยู่ประมาณกิโลเมตรที่ 3 เส้นทางสายแม่ริม - สะเมิง เป็นสถานที่รวบรวมพันธุ์งูที่มีในเมืองไทยและศึกษาด้านการขยายพันธุ์ มีการแสดงของงูและการรีดพิษงูให้นักท่องเที่ยวชมทุกวัน แบ่งเป็นรอบๆ แต่ละรอบใช้เวลาแสดงประมาณ 30 นาที ข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 5386 0719

ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริฯ
ตั้งอยู่ที่บ้านแม่สา ต.แม่สา มีเนื้อที่ราว 100 ไร่ เป็นแหล่งการเรียนรู้แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นในแบบ edutainment สำหรับเด็ก เยาวชน และผู้ที่สนใจ ประกอบด้วยส่วนนิทรรศการและการสาธิต มีแปลงสาธิตเกษตรทฤษฎีใหม่ แปลงพืชผสมผสาน ส่วนสาธิตเศรษฐกิจพอเพียง และมีนิทรรศการโครงการสาธิตและส่งเสริมศิลปาชีพ เป็นต้น


สวนกล้วยไม้และฟาร์มผีเสื้อ
ตามเส้นทางนี้มีอยู่หลายแห่งที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ได้รวบรวมพันธุ์กล้วยไม้ที่แปลกและหาดูได้ยากไว้ด้วย อาทิ สายน้ำผึ้งพิพิธภัณฑ์กล้วยไม้ไทย ไปตามถนนสายแม่ริม - สะเมิง 2 กิโลเมตร และแยกซ้ายอีก 1 กิโลเมตร เป็นสวนกล้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่ มีฟาร์มผีเสื้อ แมวไทย และสัตว์อื่นๆ ให้ชมด้วย โทร. 0 5329 7152, 0 5329 8771-2 ตรงกันข้ามเป็น สวนกล้วยไม้เมาท์เท่น ออร์คิด โทร. 0 5329 7343

สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
ตั้งอยู่ในพื้นที่จำนวน 3,500 ไร่ บริเวณชายเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ - ปุย ท้องที่ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม ทางเข้าอยู่ด้านซ้ายมือบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 12 สายแม่ริม-สะเมิง สภาพโดยทั่วไปเป็นที่ราบและที่สูงสลับกันเป็นชั้นๆ ในระดับ 300-970 เมตร จัดทำเป็นสวนพฤกษศาสตร์ระดับนานาชาติ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ลักษณะการจัดสวนของที่นี่จะแบ่งพันธุ์ไม้ตามวงศ์และความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ รวบรวมพันธุ์ไม้ทั้งในและต่างประเทศ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ สามารถขับรถเที่ยวชมรอบๆได



วัดพระพุทธบาทสี่รอย
วัดพระพุทธบาทสี่รอยเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์อายุ 1317 ปี ที่ตั้งอยู่ที่ ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จ.เชียงใหม่ แต่เส้นทางเข้าสู่วัดต้องเข้าจากปากทางเข้าหมู่บ้านเล็กๆ ต้องคอยสังเกตป้ายเล็กๆทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งจะเป็นป้ายบอกว่า "ว้ดหนองก๋าย" แล้วป้ายบอกทางไปวัดพระบาทสี่รอยจะอยู่ติดกัน วัดพระบาทสี่รอยจะมีรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าถึง 4 องค์มาประทับไว้ โดยแต่ละพระองค์ก็จะมีขนาดของรอยประทับแตกต่างกันไป




ประวัติความเป็นมา

ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าในศาสนาปัจจุบันได้เสด็จจารึกประกาศธรรมมายังปัจจันตะประเทศ (หรือประเทศไทยในปัจจุบัน) จนกระทั่งมาถึงเทือกเขาทางตอนเหนือของประเทศ ชื่อว่า "เขาเวภารบรรพต" ซึ่งพระองค์ได้เสด็จมาพร้อมกับสาวก 500 องค์ และได้แวะฉันจังหันอยู่บนเขาแห่งนี้ เมื่อฉันเสร็จพระองค์ก็ทราบได้ด้วยญาณสมาบัติว่า เทือกเขาแห่งนี้ได้มีมีรอยพระบาทของพระพุทธเจ้ามาประทับอยู่ที่ก้อนหินก้อนใหญ่ คือพระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ภัทรกัลป์นี้ แล้วพระองค์ก็ทรงเล็งดูรอยพระพุทธบาทแห่งพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ คือพระเจ้ากุสันธะ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ พระพุทธเจ้ากัสสปะ พุทธสาวกทั้งหลาย มีพระสารีบุตรเป็นประธานทูลถามว่า พระพุทธองค์เล็งดูด้วยเหตุใด พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ที่ล่วงมาแล้วในอดีตกาล ก็มาประทับไว้ที่นี้ทุกพระองค์ แม้พระศรีอริยเมตไตร ก็จักมาประทับรอบพระบาทได้ไว้ที่นี้และจักประทับรอยพระบาทสี่รอยนี้เป็นรอยเดียวกัน เมื่อพระองค์ตรัสเสร็จก็เสด็จไปประทับรอยพระบาทซ้อนรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์นั้น แล้วทรงอธิฐานว่า "เมื่อเรานิพพานไปแล้ว เทวดาจักนำเอาพระธาตุของเรา มาบรรจุไว้ที่รอยพระพุทธบาทที่นี้ เมื่อตถาคตเสด็จนิพพานไปแล้ว 2000 ปี พระพุทธบาทสี่รอยนี้จักปรากฏแก่ปวงคนและเทวดาทั้งหลาย เมื่อพระองค์เสด็จไปเชตวันอารามอันมีเมืองสาวัตถีนั้นแล เมื่อพระองค์เสด็จนิพพานเทวดาทั้งหลายก็นำเอาพระธาตุมาบรรจุไว้ที่พระพุทธบาทสี่รอย เมื่อเวลาล่วงเลยมา 2000 วัสสา เทวดาทั้งหลายต้องการให้พระพุทธบาทสี่รอยปรากฏแก่คนทั้งหลายได้สักการะบูชา จึงได้เนรมิตเป็นรุ้งตัวใหญ่ (เหยี่ยว) บินลงจากภูเขาภารบรรพต เพื่อไปเอาลูกไก่ของชาวบ้าน แล้วบินกลับไปบนภูเขา ชาวบ้านจึงตามขึ้นไปเพื่อจะยิงเหยี่ยวตัวนั้น แต่ไม่พบ กลับพบแต่รอยพระพุทธบาทสี่รอยอันอยู่พื้นต้นไม้และเถาวัลย์ จึงได้ทำการสักการะบูชาเสร็จแล้วก็ลงจากภูเขา เมื่อมาถึงหมู่บ้านก็เล่าให้เพื่อนบ้านฟัง ชาวบ้านจึงไปกันไปกราบสักการะบูชามาก แต่นั้นมาจึงได้ชื่อว่า "พระบาทรังรุ้ง" (รังเหยี่ยว) ในสมัยนั้นมีพระยาเม็งราย เสวยราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่ ทราบข่าวและมีศรัทธาอยากจะขึ้นไปสักการะบูชาพระพุทธบาทสี่รอย หลังจากนั้นลูกหลานที่สืบราชสมบัติก็เจริญรอยตามและได้ขึ้นมากราบสักการะทุกๆพระองค์ จากนั้นชื่อ "พระบาทรังรุ้ง" ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "พระพุทธบาทสี่รอย" เนื่องจากมีรอยพระพุทธบาทซ้อนกันถึงสี่รอย